Print
Hits: 2894

8  กับดัก Start Up  มือใหม่

ฝัน ของคน อยากรวย อยากเป็นนายตัวเอง อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ  มีอยู่กันทุกคน  โดยเฉพาะช่วงนี้  ทั้งรัฐบาล และสื่อ ก็กำลังลังโหมกระหน่ำในเรื่อง สตาร์ท อัพ เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่นี้   ทำให้ หลายคนใจกล้ายิ่งขึ้น  เมินงานกินเงินเดือน ทุ่มทุน-กาย-ใจ  มุ่งทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อจะไปให้ถึงฝั่งฝัน  แต่คุณทราบไหมว่า หนทางข้างหน้า มีกับดักที่รอคุณอยู่

ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ ฟ้า ไม่ได้กำหนดให้ทุกคนเป็นได้  และ คุณรู้ไหมว่า  มันมีคนจำนวนมากตกหลุมพรางเหล่านี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และนี่คือกับดัก ที่เจ้าของกิจการมือใหม่ทุกคนต้องต้องเจอ 

1.มองภาพสวยหรู 

คนที่เดินทางเข้าสู่  การเป็นเจ้าของกิจการ  มักมีความมุ่งมั่นสุดโต่ง เพราะมองเห็นแต่ขุมทองอยู่ข้างหน้า    โดยมองข้ามรายละเอียด และความเป็นจริงไป และนี่คือกับดักด่านแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพูดถึงสตาร์ทอัพแต่ในแง่ดี โชว์คนที่ประสบความสำเร็จกันมากมาย ยิ่งทำให้ถูกวาดฝันเกินจริงไปไกลยิ่งขึ้น  กลายเป็นภาพลวงตา ที่ปกปิดเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ

ความมั่นใจเกินไป  และมุ่งเป้าสู่ความร่ำรวย เป็นหลุมพรางด่านแรก ที่ทำให้สตาร์ทอัพ มือใหม่  พลาดที่จะได้รับการเตือนภัย  จริงอยู่ที่ความเชื่อตัวเองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความสำเร็จ  แต่ในความเป็นจริงยิ่งกว่า ก็คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะเปิดกว้าง ยอมรับการ เรียนรู้จากข้อที่ผิดพลาดมากกว่า

ดังนั้น ภาพความสวยหรู จึงเป็นหลุมพรางที่ทำให้สตาร์ทอัพ มือใหม่  มองไม่เห็นภาพความเป็นจริงที่ไม่สวยหรู แต่ต้องเจอแน่ๆ จึงไม่อาจรับมือสถานการณ์ด้านลบได้

 2.ทักษะการจัดการการเงิน  

แน่นอนที่สุด เถ้าแก่มือใหม่ทุกคนมักจะผิดพลาดในการบริหารเงินช่วงเริ่มต้น และนี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ชีวิตการเป็นเจ้าของกิจการจบลงในเวลาอันสั้น  บางคน มีความพร้อมสามารถรวบรวมเงินทุนมาได้  ทั้งจากมรดก รวบรวมหุ้นเพื่อนฝูง ได้เงินมาก้อนโตหลายสิบล้าน ร้อยล้าน พร้อมเต็มที่  แต่นี่ก็อาจกลายเป็นข้อเสีย 

เราจะเห็น ลูกคนรวย ทำธุรกิจกัน ใช้จ่ายง่ายๆ  สร้างร้านตกแต่งสุดหรู จ้างพนักงานมากมาย หรือ ทุ่มเงินจัดงานเปิดตัวอลังการ แต่ปรากฏว่า แต่ละวันค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปไหลออกอย่างรวดเร็ว แต่รายรับเข้กลับเชื่องช้ามาก จนทำให้กิจการเหล่านั้นทยอยปิดตัวกันไปอย่างเงียบๆ

นี่คือ กับดัก ของเถ้าแก่มือใหม่  ที่ขาดทักษะการจัดการทางการเงิน ที่มักเกิดขึ้นเสมอ  นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาของรายที่มีเงินมาก  แต่บางรายเกิดปัญหาเพราะมีเงินน้อย

3.เงินไม่พอ  

บางคนคำนวณเงินลงทุนมาแล้วเป็นอย่างดี สมมุติ การลงทุนครั้งนี้คุณเตรียมไว้ 3 ล้านบาท  สตาร์ทอัพน้องใหม่มั่นใจว่า พอแน่ๆ แต่พอถึงเวลา ตายแล้ว  งบบานปลาย  ตั้งแต่ ค่าตกแต่ง ค่าซ่อมแซม ค่าเช่า ค่าแรง  ค่าสูญเสียค่าเช่าฟรีๆจากการเปิดร้านล่าช้า

สตาร์ทอัพทุกคนจะคำนวณว่า เมื่อลงทุนเปิดร้านปุ๊ป  ประเดี๋ยวก็จะมีเงินปั๊ป  ก็จะมีเงินใช้ในเดือนถัดไปปุ๊ป  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ คือ เงินที่เตรียมไว้ไม่พอ และเงินรายได้ที่กะว่าจะเข้ามาปุ๊ปปั๊ป  มันจะไม่มา เพราะธุรกิจที่เปิดใหม่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงเป็นปี  ดังนั้นกับดักหลุมนี้ จึงกลายเป็นจุดจบของเจ้าของมือใหม่เกือบ 80-90%
 

ส่วนสตาร์ทอัพรายใดที่ผ่านด่านนี้ไปได้  จะมาจากมีลูกค้าแน่นอนอยู่ในกำมือมาก่อนอยู่แล้ว เช่น มีการเซ็นสัญญาจ้างงานมาก่อนแล้ว  หรือมีฐานลูกค้าเก่ามาแล้ว เป็นต้น  และสตาร์ทอัพรายใหม่ จะต้องมีเงินสำรองที่จะอยู่ต่อได้อีกสัก 3-6 เดือนรอเวลาที่จะเก็บเงินได้ครบ  เพื่อจ่ายค่าเพื่อผลิตสินค้า และจ่ายค่าจ้างในงวดต่อไป

ก่อนที่คุณที่กำลังคิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณเคยเห็นปัญหาข้อนี้มาก่อนหรือไม่ ? 
มีคำถามข้อหนึ่ง  ที่จะทดสอบว่า คุณเหมาะจะเป็นเจ้ากิจการไหม ?

ถ้าคุณคิดจะทำกิจการของตัวเอง สร้อยทองคำ แหวนเพชร นาฬิกา รถยนต์ บ้าน และทรัพย์สินแสนรักที่คุณมี คุณจะเสียมันไปในไม่ช้า คุณยอมหรือไม่ ?
 ถ้าคุณ ตอบ ว่า ไม่ยอม เด็ดขาด คุณไม่ควรที่จะทำธุรกิจ
 เพราะสิ่งที่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นกับ สตาร์ทอัพ ส่วนมากคือ ขาดสภาพคล่อง หรือเรียกง่ายๆว่า เงินไม่พอใช้ในกิจการ  ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เจ้าของกิจการมืออาชีพแทบทุกคนเจอกันมาแล้วทั้งนั้น  และบางคนก็ยังเจออยู่ในทุกวันนี้  แหล่งเงินที่คุณจะหามาเพื่อพยุงกิจการให้ได้ ที่ง่ายที่สุด และเร็วที่สุด  ก็คือการขายทรัพย์สินของคุณเอง คุณลองถามเจ้าของกิจการมืออาชีพดูได้  เกือบทุกคน เคยทำ แต่ก็มีหลายคน  ที่หยุดมันลงแค่ตรงนี้  แล้วกลับไปเป็นลูกจ้างอย่างเก่า 
 แต่นี่ มันคือ บททดสอบ ที่ฟ้า ส่งมาพิสูจน์ความสามารถในการเป็นเจ้าของธุรกิจตัวจริงของคุณ 


4.แตกกับหุ้นส่วน 

หลายคนเริ่มทำธุรกิจเกิดมาจากความเป็นเพื่อนซี้  แต่คุณรู้ไหมว่าเพื่อนซี้ส่วนใหญ่ทำธุรกิจด้วยกันไม่ค่อยได้  และมักจะจบลงด้วยการเป็นศตรูกัน หรือเหม็นหน้ากันไปเลยตลอดชีวิต


 เพราะธุรกิจต้องการผู้นำที่เป็นผู้ทุบโต๊ะในการตัดสินใจ  โดยที่ผู้อื่นยอมรับ  แต่การเป็นเพื่อนจะมีระดับที่เท่ากันเกินไป  ที่เป็นปัญหาที่แตกร้าวได้ง่าย  คุณอาจ แย้งว่าคนเป็นเพื่อนกันทำธุรกิจด้วยกันสำเร็จเยอะแยะ แต่คุณลองสังเกตดูให้ดี จะมีคนหนึ่งยกให้คนหนึ่งเป็นผู้นำ และยอมทำตามด้วยความศรัทธาในตัวเขา  ปัญหาเรื่องการแตกคอกับหุ้นส่วน เป็นจุดแตกหักของธุรกิจอย่างน่าเสียดาย ที่เกิดขึ้นเสมอ บางธุรกิจกำลังจะไปได้สวย  แต่ต้องเลิกไปด้วยสาเหตุข้อนี้

และนี่ก็เป็นกับดัก อีกอันหนึ่งที่จะเกิดกับคุณ

5.สิ่งที่แน่นอน คือ ความไม่แน่นอน 

 “ยกเลิก”  คือสิ่งที่เถ้าแก่ทุกคนเคยเผชิญเป็นประจำ  บางคนเริ่มธุรกิจด้วยความมั่นใจ เพราะมีสัญญาลูกค้าอยู่ในมือแบบ 1,000% แต่คุณเชื่อมั๊ย  สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน  จู่ๆ ออร์เดอร์ที่ตกลงกันไว้ดิบดี ถึงขนาดลงนามกันไปแล้ว ก็ยังถูกยกเลิกได้ง่ายๆ  ทำความให้เสียหายมากมาย โดยเฉพาะกิจการอุตสาหกรรม ที่มีลูกค้าน้อยราย จะมีความเสี่ยงเรื่องนี้ หรือ ผู้ที่ได้งานจากภาครัฐ เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยน ก็เจอความเสี่ยงแบบนี้เหมือนกัน 

แล้วคุณล่ะ จะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร เพื่อให้รอดจากหลุมพรางนี้มาได้ ?

6.ลูกน้องลาออก  

 ปัญหาต่อมา ที่ต้องเจอกันก็ คือ เรื่องคน  เช่น ลูกน้องลาออก ลูกน้องขาดงาน ลูกน้องต้องการเงินเดือนสูงๆ  ลูกน้องรับงานที่อื่นมาทำ ลูกน้องไม่กระตือรือร้นในการทำงาน และอีกสารพัดปัญหาที่ต้องเจอแน่  จนทำให้คุณท้อใจและไม่มีความสุข  จนคิดเปลี่ยนใจอยากกลับไปเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน  หรือ ตัดใจ ไม่คิดจะเป็นเจ้าของกิจการอีกแล้วในชาตินี้
 ทักษะในการแก้ปัญหาเรื่องคน คือคุณสมบัติพิเศษทางตรงของผู้ที่เหมาะจะเป็นเจ้าของกิจการ แล้วคุณมีหรือไม่  คุณอดทนต่อปัญหาหนักๆได้ในระดับไหน  และคุณเป็นนักแก้ไขปัญหา ที่เก่งหรือไม่  ?  


 ความสามารถในการรีบจัดหาคนมาทดแทนคนที่ออก การสอนงานลูกน้อง  การสร้างขวัญและกำลังใจ การเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน  การสร้างศรัทธาเพื่อให้ลูกน้องทำตามคำสั่งอย่างเต็มใจ การให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด

หลายคน โทษความล้มเหลว มาจากลูกน้อง  แต่ที่จริงแล้ว คือการขาดทักษะ ในการจัดการคน และนี้ เป็นหลุมพรางขนาดใหญ่ ที่ดักรอคุณอยู่

7.ขาดผู้สนับสนุน 

การทำธุรกิจ ที่สำเร็จมีองค์ประกอบหลายด้าน การมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นโชคอย่างหนึ่ง  ที่จะทำให้โครงการแปลกใหม่ของคุณ เป็นไปได้  ผู้สนับสนุนคณะแรกที่จะช่วยคุณได้จริง ก็จะเป็น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผู้ใหญ่ที่นับถือกัน หรือคนรู้จัก หรือ หุ้นส่วน ที่พร้อมจะให้การส่งเสริมคุณอย่างเต็มที่  แต่ถ้าคุณไม่มีเลยล่ะ โอการเกิดของคุณอาจจะยากขึ้นเป็นหลายร้อยเท่า

แต่คุณคือ สตาร์ทอัพในยุคนี้ มีโชค ที่รัฐบาลกำลังชูจุดยืนว่าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่  คุณก็อาจได้โชค เข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ทำให้โครงการที่ฝัน เป็นจริงขึ้นมาได้  แต่โครงการส่วนใหญ่อาจจุดอ่อน ที่มีเงื่อนไข และไม่ต่อเนื่อง  ที่คุณอาจไม่ใช่ ผู้ได้รับโชคนั้น

การขาดผู้สนับสนุน  จะเป็นกับดัก ของสตาร์ทอัพมือใหม่ ไฟแรง ที่ทำให้โครงการไปไม่ถึงดวงดาว  

8.กฎข้อบังคับ ทางราชการ

สตาร์ทอัพ มือใหม่ รู้ไหมว่า คุณต้องจ้างงานไม่น้อยกว่าขั้นแรงขั้นต่ำ ที่เป็นภาระใหญ่ของคุณ คุณต้องสบทบจ่ายค่าประกันสังคมให้กับลูกน้องทุกคน โดยที่ตัวคุณต้องออกเงินค่ารักษาตัวคุณเอง คุณต้องจ่ายเงินเดือนเป็นสิบเท่าถ้าคุณเลิกกิจการ คุณต้องมีภาษีป้าย คุณต้องแบ่งกำไร 20 เปอร์เซ็นขึ้นไปให้รัฐ ทุกปี  คุณต้องจ่ายค่าจัดทำบัญชีทุกเดือน หรือ จ้างคนทำบัญชี คุณต้องจ่ายค่าสอบบัญชีทุกปี ฯลฯ

นี่คือ ภารกิจ ของสตาร์ทอัพทุกคน ต้องแบกรับ  ผู้ประกอบการจำนวนมากมีความทุกข์กับกฎระเบียบที่ออกมาควบคุม เหล่านี้  โดยเฉาะในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ  สถานการณ์น้ำท่วม เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ทำให้รายได้ตก แต่ที่ไม่ตกเลยคือ การจ่ายค่าใช้จ่ายตามระเบียบราชการ คุณเชื่อไหมว่า เจ้าของกิจการหลายคนติดค้างค่าประกันสังคมในช่วงวิกฤต และต้องหาเงินมาผ่อนชำระให้ครบ เจ้าหนี้การค้าของคุณ คุณสามารถต่อรองได้ทุกกรณี แต่เป็นเจ้าหนี้ภาครัฐ คุณคือผู้ผิดกฏหมายทันที

กฎของภาครัฐที่คุณคาดไม่ถึง  มีมาแปลกใหม่เสมอ ตัวอย่างง่ายๆ สตาร์ทอัพหัวไอที  ที่กำลังคิดโปรแกรม ให้สมาชิก ร่วมเอาบ้าน หรือ ห้องว่างมาหารายได้  จู่ๆก็ผิดกฎระเบียบเรื่องโรงแรม หรือ ให้รถว่างๆมาร่วมเป็นบริการแท็กซี่ ก็ผิดกฎ เพราะใช้รถผิดประเภท ซะงั้น

กฎข้อบังคับ ของภาครัฐ เป็นจุดสกัดความก้าวหน้าของกิจการเอสเอ็มอีมากยิ่งกว่า การส่งเสริม และบางเรื่องก็กลายเป็นจุดตาย ของทั้งธุรกิจมือเก่า  รวมถึงสตาร์ทอัพมือใหม่ไปเลย

 ถ้าคุณต้องการจะเป็นสตาร์อัพ ที่ประสบความสำเร็จแล้วละก้อ  จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องรู้ว่า หลุมพลางดักรอ อยู่ตรงไหนบ้าง เพื่อให้คุณก้าวข้ามกับดักเหล่านั้นไปได้  และคุณต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รอดมาได้ ไม่อย่างนั้น  ทุกคนคงจะร่ำรวยกันไปหมดแล้ว   และถ้าคุณรอดได้  คุณ ก็คือ สตาร์ทอัพ ที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน และจะกลายเป็นประชากรเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของโลกใบนี้